Bravo Music
คลาสของตู้แอมป์
ทำความเข้าใจ Class A, B, AB, D, H และ TD — คุณภาพเสียง ประสิทธิภาพ และการใช้งาน
คลาสของตู้แอมป์อธิบายการจัดการสัญญาณเสียงในตู้แอมป์ มีผลต่อโทนเสียง ความร้อน ขนาด และประสิทธิภาพ — ช่วยในการเลือกแอมป์สำหรับบ้าน เวที หรือพกพา
คลาสพื้นฐาน
Class A (คลาสเอ)
- ทำงานตลอดเวลา 360 องศาของสัญญาณ
- ให้คุณภาพเสียงดีที่สุด — เสียงอบอุ่น โดยเฉพาะย่านเบสให้เสียงอิ่มมาก ความเพี้ยนต่ำน้อยมาก สามารถนำมาฟังเพลงได้ เพราะรับเสียงได้ทุกย่านความถี่
- ระบบไฟเข้า 100% และออก 100% เป็นพลังงานเสียง กำลังขับเต็มวัตต์ ตัวอย่างเช่น ตู้แอมป์ 100 วัตต์ กำลังเสียงที่ได้ก็จะเป็น 100 วัตต์เต็ม แตกต่างจากคลาสอื่นๆ
- ประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อใช้กับลำโพงอิตาลี และระบบเทคโนโลยีของ Schertler จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์
แผงหลังตู้แอมป์ Class A — ออกแบบเพื่อคุณภาพเสียงเต็มกำลัง
Class B (คลาสบี)
- แบ่งทรานซิสเตอร์ทำงานคนละครึ่งซีก (180 องศา)
- ประหยัดพลังงานและร้อนน้อยกว่า Class A
- เกิดความเพี้ยนที่รอยต่อของคลื่น (Crossover Distortion)
- ปัจจุบันนิยมใช้น้อยในเครื่องเสียงไฮไฟ
Class AB (คลาสเอบี)
- ผสมผสานข้อดีของ Class A และ Class B
- สัญญาณเบาทำงานแบบ Class A สัญญาณดังเปลี่ยนเป็น Class B
- เสียงดีและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
- นิยมใช้มากที่สุดในเครื่องเสียงบ้านและรถยนต์
Class D (คลาสดี)
- ทำงานด้วยระบบสวิตชิ่ง (เปิด–ปิดอย่างรวดเร็ว)
- แปลงสัญญาณเป็นดิจิทัลพัลส์
- ประสิทธิภาพสูงมาก (เกิน 90%) ไม่ค่อยร้อน
- ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา
- นิยมใช้กับซับวูฟเฟอร์ เครื่องเสียงกลางแจ้ง และลำโพงพกพา
คลาสประยุกต์และเทคโนโลยีขั้นสูง
Class H (คลาสเอช)
- พัฒนาต่อจาก Class AB โดยปรับแรงดันไฟเลี้ยงตามความแรงของสัญญาณเสียง
- ประหยัดไฟและจ่ายกำลังวัตต์สูงได้ดี
- เหมาะกับงานเครื่องเสียงกลางแจ้ง
Class TD (คลาสทีดี)
- เทคโนโลยีผสมผสานระหว่างความอิ่มแน่นแบบ Class AB และความประหยัดพลังงานแบบ Class D
- นิยมใช้ในเพาเวอร์แอมป์กลางแจ้งขนาดใหญ่ที่ต้องการกำลังขับสูงมาก
ความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ
ต้องการคำแนะนำหรือบริการจากผู้เชี่ยวชาญ? ติดต่อเรา
ติดต่อเรา



